มาพัฒนาสมองของเรากันเถอะ EP2

Reposted from January 31, 2019 บทความต่อเนื่องจากเมื่อวาน… “ใครที่อยากพัฒนาตัวเอง ทำมานานแล้วแต่ยังไม่เห็นผล” ลองอ่านบทความนี้ดูครับ ตอนนี้เรารู้แล้วว่าสมองของเรานั้นสามารถเพิ่มขนาดและมีการพัฒนาปรับตัวให้สมองของเราทำงานได้ดีและเร็วขึ้นกว่าเดิม ถ้าหากเรามีการฝึกฝนที่เข้มข้นเพียงพอ อย่างเช่นตัวอย่างของคนขับรถแทกซี่ที่ลอนดอนที่สมองในส่วน Hippocampus มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อผ่านการทดสอบที่เข้มข้นและการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอเมื่อเทียบกับคนที่สอบไม่ผ่านหรือเทียบกับคนขับรถบัสตามที่ได้เล่าไว้ในบทความที่แล้ว ตอนนี้เพื่อน ๆ อาจจะงงว่า สมองเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือหรือมีขนาดใหญ่กว่าเดิมแล้วยังไงต่อ… เปรียบเทียบง่าย ๆ อย่างนี้ครับ ถ้ามองว่าสมองเราเปรียบเสมือน CPU ของโทรศัพท์มือถือ เราทุกคนคงต้องการ CPU ที่แรงเร็วและเป็น CPU รุ่นใหม่ล่าสุดเสมอถูกไหมครับ เราจะเปลี่ยน CPU ตัวใหม่แรง ๆ ได้ก็โดยการซื้อโทรศัพท์รุ่นใหม่ แต่สมองของเรามันหาซื้อใหม่ไม่ได้และถ้าจะเปลี่ยนสมองเอาสมองของคนเก่ง ๆ มาใส่ในหัวของเรา แลดูแล้วก็เป็นเรื่องที่เกินจริงไปหน่อย ผมเชื่อว่าทุกคนคงรู้ว่าโทรศัพท์รุ่นใหม่มาพร้อมกับ CPU ที่เร็วและแรงขึ้น ประสิทธิภาพก็มากขึ้นและเราเองก็อยากให้สมองเราเป็นแบบนั้น ในเมื่อสมองของเราก็คือ CPU ที่ควบคุมร่างกายและจิตใจ เราจะทำยังไงให้สมองของเราเป็นสมองที่เร็วขึ้น แรงขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น คำตอบก็คือ เปลี่ยนรูปแบบการฝึกใหม่ที่เข้มข้นกว่าเดิมหรือออกจาก Comfort Zone แต่ก็ไม่ใช่ออกจาก Comfort Zone จนยากเกินไป ซึ่งการท้าทายการฝึกซ้อมที่มากเกินไปอาจจะทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า Burnout

มาพัฒนาสมองของเรากันเถอะ

Reposted from January 30, 2019 ว่าด้วยเรื่องของสมอง ที่ผมได้เกริ่นไว้ในบทความที่แล้ว (บทนำของหนังสือที่ชื่อว่า PEAK) ถ้าเราเป็นนักเพาะกายหรือคนที่ชอบเล่นเวท เพื่อให้กล้ามใหญ่ขึ้น มันเป็นเรื่องที่ไม่ยากเลยว่าไหมครับ ถ้าเราอยากจะวัดผลว่า Progress หรือผลงานของเราไปถึงไหนแล้ว ก็แค่ดูขนาดความใหญ่ของ Bicep หรือ Tricep, Abs, Glutes อื่น ๆ ในกระจกหรือหาเทปมาวัดขนาด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรถูกไหมครับ หรืออีกตัวอย่างของการเป็นนักวิ่งหรือนักปั่นจักรยานหรือนักว่ายน้ำ เราก็สามารถวัดความอึดความฟิต (endurance) ผ่านการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคนในสมัยนี้ ที่มีนาฬิกาวัดอัตราการเต้นของหัวใจ แต่ถ้ามันเป็นเรื่องของความสามารถที่เกี่ยวกับความคิดหรือทางด้านจิตใจ (Mental) หล่ะ ?? เช่น การฝึกตอบโจทย์แคลคูลัสที่ยาก ๆ การฝึกพูดภาษาใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยพูด หรืออะไรที่มันซับซ้อนที่ไม่ได้ใช้แค่ความแข็งแรงของร่างกายอย่างเดียว อย่างเช่นวงสวิงกอล์ฟ (ผู้เขียนเพิ่มเติม) เราจะรู้ได้ยังไงว่าสมองในส่วนที่ควบคุมความคิดของเรานั้นได้ถูกพัฒนาขึ้นจริงหรือปล่าว… ใครจะไปรู้ถูกไหมครับ เพราะหลังจากที่เราฝึกอย่างเข้มข้น ใช้พลังใช้สมาธิในการโฟกัสจนสมองล้า หัวของเราก็ไม่ได้ใหญ่ขึ้นเพราะเราก็ยังใส่หมวกใบเท่าเดิม ซึ่งดู ๆ แล้วก็เหมือนกับไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงในสมองของเราเลย แต่ตอนนี้ พวกเราเหล่าโฮโมเซเปียน์สในยุคศัตวรรษที่ 21 สามารถหาคำตอบได้แล้วครับ! เค้าเหล่านั้นคือนักประสาทวิทยา (Neuroscientist)

Lessons Learned

Reposted from December 23, 2018 New Stats today! —> 2 หลุม 3 อันเดอร์! ทำอีเกิ้ล—>เบอร์ดี้ติดกัน หลุม 11,12 ที่สนามกอล์ฟ ทบ. มันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมอย่างบอกไม่ถูก เพราะมันเป็นครั้งแรกที่ทำได้ และเป็นครั้งแรกที่เข้าใจว่า กอล์ฟได้ใจ มันเป็นแบบไหน มันคืออาการที่ทุกช้อตที่เราจินตนาการเป็นไปอย่างที่เราคิดไว้หมด… โชคไม่ดีผมทำได้แค่ 2 หลุม และเรื่องตลกของกอล์ฟคือ เราไม่ได้เล่นแค่ 2 หลุม เราเล่น 18 หลุม! ยิ่งถ้าเป็นระดับโปรคือเล่น 72 หลุม! แต่อาการกอล์ฟได้ใจวันนี้ก็ให้บทเรียนผมมา 2 บทเรียนที่อยากจะแชร์ให้เพื่อนๆฟัง บทเรียนที่ 1 หลังจากได้อีเกิ้ลและเบอร์ดี้ติดกันคุณจะตีได้ไกลขึ้น! ปกติระยะ 180 หลา พาร์สามผมจะใช้ไฮบริดในการเล่นซึ่งตีเบา ๆ ก็สามารถออนได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คือ หลุมที่ 13 พาร์ 3 ระยะ 185

ถ้ามีเวลาฝึก 10,000 ชั่วโมง เราจะเก่งขึ้นจริงไหม?

Reposted from December 22, 2018 ว่าด้วยบทนำของหนังสือชื่อ Peak เป็นหนังสือที่บอกเราว่า “ทุกคนสามารถที่จะไปถึงเป้าหมายหรือข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้เสมอ! “ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้สอนเรื่องเทคนิคกอล์ฟหรือเทคนิควงสวิงอะไรทั้งสิ้น แต่ผมบังเอิญรู้จักหนังสือเล่มนี้จากครูสอนกอล์ฟชื่อดังที่ฟังมาจาก The golf science lab ซึ่งผู้จัดรายการคือ Cody Walker พวกเราเหล่านักกอล์ฟผู้แสวงหาเทคนิคการตีไกล เทคนิคที่จะพัฒนาให้วงสวิงของเราให้เหมือนโปร คงต้องรู้จัก… ครูสอนกอล์ฟคนนั้นคือ Clay Ballad แห่ง Top Speed Golf ซึ่ง Clay Ballad บอกว่าเป็นหนังสือเล่มโปรดของเค้าเลย ในที่สุดหนังสือเล่มโปรดของ Clay ก็มาอยู่ในมือผม และก็คงจะเป็นเล่มโปรดของผมเช่นกัน เข้าเรื่องหนังสือเลยแล้วกันครับ ทำไมคนเราถึงเก่งแบบสุด ๆ ไปจนถึงมือ 1 ของโลก หรือ สามารถทำอะไรที่สุดยอด ๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น ทำไม ไทเกอร์ วูดส์ ถึงได้ประสบความสำเร็จในกอล์ฟมากขนาดนี้ เป็นเพราะ ไทเกอร์ มีพรสรรค์? หรือ เก่งมาตั้งแต่เกิด?

Finding your own natural tempo for putting!

Reposted from December 8, 2018 บางหลุมพัตต์จังหวะเร็ว บางหลุมพัตต์จังหวะช้า บางระยะพัตต์ทะลุไปไกล บางระยะพัตต์สั้นจนน่าตกใจ ใครมีอาการนี้หรือขาดความมั่นใจในจังหวะการพัตต์ ลองเอาวิธีนี้ไปใช้ดูครับ ทิปนี้ได้มาจากหนังสือ The Best Putting Instruction Book Ever (อีกหนึ่งเล่มโปรด) วิธีฝึกง่าย ๆ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมากมายเพียงแค่ใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อจับเวลา 45 วินาที และเดินนับก้าวด้วยความเร็วปกติหรือเดินด้วยจังหวะที่เป็นธรรมชาติของเรา ทำแบบนี้ 5 รอบ แล้วเอาจำนวนก้าวที่นับได้ทั้งหมดมารวมกันแล้วหาร 5 เราจะได้ค่าเฉลี่ยจังหวะธรรมชาติของตัวเรา ซึ่งค่าที่ได้นี้คือค่าเทมโปที่เราควรนำไปฝึกกับ Metronome ยกตัวอย่างเช่น รอบที่ 1 จับเวลา 45 วินาทีเดินได้ 77 ก้าวรอบที่ 2 จับเวลา 45 วินาทีเดินได้ 78 ก้าวรอบที่ 3 จับเวลา 45 วินาทีเดินได้ 77 ก้าวรอบที่ 4 จับเวลา

Deliberate Practice# 5 Under 5 Over

Reposted from December 3, 2018 ตั้งแต่ซ้อมพัตต์มา ก็เกมส์นี้แหละที่ใช้เวลายาวนานสุด ๆ… นานแค่ไหน… 3ชั่วโมง! 3 ชั่วโมงแห่งความน่าเบื่อ หงุดหงิด โมโห ปวดหลัง ปวดขา แต่ก็ยอมแพ้ไม่ได้ เพราะเกมส์นี้ผมตั้งใจทำให้มันเป็น Deliberate Practice ซึ่งก็คือเราจะต้องชนะเกมส์ถึงจะถือว่าสำเร็จ ถ้าไม่สำเร็จก็จะไม่เลิก เกมส์นี้ชื่อ “5 อันเดอร์ 5 โอเวอร์ “ ผมได้เกมส์นี้มาจาก YouTube : Meandmygolf ซึ่งเค้าบอกว่าถ้าใครพัตต์สกิลเทพ ๆ ก็อาจจะจบเกมส์ได้ไม่เกิน 30 นาที ผมเองก่อนเล่นก็ประเมินว่าชั่วโมงเดียวก็น่าจะจบ จะได้เอาเวลาไปซ้อมอย่างอื่น แต่พอเล่นจริง มันไม่ง่ายอย่างที่คิด! มันยากมากหรือฝีมือการพัตต์ผมห่วยมากก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เกมส์นี้เล่นยังไง เอาลูกกอล์ฟวางห่างจากหลุม ระยะ 6 ฟุตเป็นวงกลม (ตามรูป) ลูกที่ 1 คือลูกที่เราพัตต์เบอร์ดี้ลูกที่ 2 คือลูกที่เราพัตต์พาร์ลูกที่ 3 พัตตเบอร์ดี้ ลูกที่

Embrace the reality and deal with it

Reposted from December 2, 2018 วันนี้เป็นวันที่ทำสกอร์สูงสุดและทำสกอร์มากที่สุดใน 1 หลุม Fairway Hit 58.3%, GiR 18.8%, Putt 1.8/Hole  Total Score 92! มีหลุม 3 พาร์ 5 ออกไป 11! วิเคราะห์ข้อผิดพลาดใหญ่ ๆ ของวันนี้เกิดจากหลุมพาร์ 5 โดยเฉพาะ ทีออฟอยู่ในแฟร์เวย์ แต่ปัญหาคือช็อตสอง เนื่องจากไดร์ฟมาได้ระยะค่อนข้างดี เลยเกิดอารมณ์ประมาณว่าอยากจะบุก! แคดดี้ครับขอหัวไม้สาม!! ช็อตสองต้องตีข้ามน้ำยาวพอสมควร ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร เข้ายืนแอดเดรสตามรูทีนปกติ ระหว่างแบคสวิง ความคิดกลัวเรื่องตกน้ำมันก็แทรกเข้ามาในหัวทันที เท่านั้นแหละครับลูกตกน้ำ! ไม่เป็นไรปลอบใจตัวเองก็แค่ไปดรอปแล้วเล่นช็อตต่อไป… ดรอปหน้าน้ำใกล้ ๆ กับจุดที่ตีช็อตสอง ลูกดรอปตกลงไปในรัฟหนา! ผมยังเลือกเล่นหัวไม้สามเหมือนเดิมแต่ก็ไม่ได้จะบุกแบบเดิมแล้ว แค่จะพยายามตีออกไปให้ไกลที่สุด โชคไม่ดี+ประเมินความเสี่ยงได้ไม่ดีพอ ลูกวิ่งพุ่งต่ำไปแฉลบผิวน้ำกระโดดขึ้นไปโดนหมุดขาว 150 หลา… ตกน้ำเป็นลูกที่สอง  หลังจากนั้นอะดีนนาลินก็เริ่มพุ่ง—-> ตัดมาที่ช็อต 7

เรียนรู้ Mental game จากมือ 1 ของโลก ทั้งชายและหญิง

Reposted from November 30, 2018 รอบซ้อมก่อนแข่งนั้นสำคัญหรือไม่… อ่านคำถามเพียงแวปเดียวเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงตอบว่า ใช่ รอบซ้อมมันสำคัญมาก เพราะนักกอล์ฟมืออาชีพที่เราเห็น มีรอบซ้อมก่อนแข่งขันเสมอ ผมเองก็ตอบแบบนี้เหมือนกัน แต่ก่อนที่เราจะตอบใช่ไปตาม common sense เราลองมาฟังนักกอล์ฟที่อาจจะทำให้เห็นในมุมมองที่คุณอาจไม่เคยคิดมาก่อน เค้าคือ จัสติน โรส (Justin Rose)  โรสลงแข่งขันรายการเมเจอร์สุดท้ายของปี 2018 PGA Championship ด้วยอาการบาดเจ็บที่หลังซึ่งทำให้เค้าเลือกที่จะไม่ตีจริงในรอบซ้อม โดยเค้าเลือกที่จะเดินสำรวจสนาม พร้อมกับจินตนาการถึงช็อตดี ๆ ที่เค้าจะเล่นเพียงแค่นั้น ดูเหมือนว่าการเลือกที่จะไม่เล่นรอบซ้อมของโรสนั้นจะไม่เพียงพอที่จะทำผลงานที่ดีได้ แต่เอาเข้าจริง ๆ ผลงานสองวันแรกออกมาดีเกินคาด โรส ตี 67 69 ในสองวันแรก อีกหนึ่งตัวอย่างคือ น้องเม เอรียา จุฑานุกาล ลงแข่งขันรายการ US Women’s Open 2018 โดยที่บังเอิญว่า ถุงกอล์ฟน้องเมนั้นตามมาไม่ทันในรอบซ้อม และมีพายุฝนในรอบซ้อมจึงทำให้น้องเมไม่ได้ซ้อมอย่างเต็มที่ ผลที่ออกมาคือ น้องเมได้แชมป์! ได้แชมป์โดยที่ไม่ได้ลงซ้อมในสนามจริงวันก่อนแข่ง ในขณะที่ผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ นั้นได้ฝึกซ้อมด้วยการออกรอบจริง เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังของการคว้าแชม์ปครั้งนี้คืออะไร

Deliberate Practice คืออะไร

Reposted from November 29, 2018 เค้าบอกว่ามืออาชีพไม่ว่าจะเป็นนักกอล์ฟ นักดนตรี หรือนักกีฬามืออาชีพชนิดอื่น ๆ ล้วนแต่ใช้วิธีนี้ในการฝึกซ้อมทั้งนั้น สรุปแบบเวอร์ชั่นง่าย ๆ Deliberate Practice มันคือการซ้อมแบบเข้มข้นที่มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการฝึกซ้อมแต่ละครั้ง… หัวใจของการฝึกซ้อมแบบนี้คือการจำลองสถานการณ์ในการฝึกให้เหมือนจริงที่สุด และมันจะต้องทำให้เราอยู่ในภาวะความกดดัน หงุดหงิด โมโห พูดง่าย ๆ คือถ้าเริ่มฝึก Deliberate Practice เมื่อไหร่ มันจะต้องเป็นการฝึกที่ไม่ง่าย! แล้วมันก็จะยากขึ้นไปเรื่อยๆ เคยไหมครับพอไปถึงไดร์ฟวิ่ง เรนจ์ สั่งลูกมา 3 ถาดแล้วเริ่มตีไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่เหล็กสั้นไปจนถึงไดร์ฟเวอร์แบบไม่มีจุดหมาย ทำได้เพียงแค่หาว่าช็อตนี้ตีออกไปดีเพราะอะไร แล้วก็ช็อตไม่ดีมันเป็นเพราะอะไร  อย่างเช่นช็อตนี้ตีดีเป็นเพราะเราหมุนช่วงล่างดี ช็อตนี้ไม่ดีเพราะไม่เร่งความเร็วหัวไม้ โดยที่จริง ๆ แล้วก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่คิดหาสาเหตุนั้น มันใช่จริง ๆ รึเปล่า ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนลูกหมด แล้วจบวันก็ไม่ได้อะไรเลย อย่างนี้เรียกว่าเป็นการฝึกที่ไม่ใช่ Deliberate Practice ซึ่งจะทำให้เราพัฒนาได้ช้าหรือไม่มีการพัฒนาเลย Case study ของผมเอง ตัวผมเองยอมรับเลยว่า ฝึกแบบไม่มีเป้าหมายแบบนี้มานานมากแล้ว และก็ยังทำอยู่ เวลาที่ต้องการจะปรับ Mechanic Swing ซึ่งตามสถิติของตัวเองที่เก็บมานั้นคือผลงานแย่ลงหรือไม่มีการพัฒนาในแง่ของสกอร์เฉลี่ยเลย.. หลังจากที่ได้อ่านบทความ ฟังพอดแคสเรื่อง Deliberate

How to control putting distances with your own natural tempo!

Reposted from October 31, 2018 ฝึกการใช้เทมโปกับความยาวของแบคสวิงเพื่อควบคุมระยะในการพัตต์ “หากเรามีเทมโป 76 ลูกพัตต์ของเราจะวิ่งไปไกลกว่าคนที่มีเทมโป 72 เมื่อความยาวแบคสวิงเท่ากัน” สิ่งสำคัญคือเราควรค้นหาว่า ความยาวแบคสโตรคในแต่ละตำแหน่งส่งผลต่อระยะทางที่ลูกกอล์ฟวิ่งไปบนกรีนได้ระยะเท่าไหร่…. วิธีฝึกเป็นแบบไหนอ่านต่อเลยครับ… ลองดูตามภาพจากหนังสือได้เลยครับ Drill: เตรียมลูกกอล์ฟ 12 ลูกโดยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ (15, 25, 35, 45 feet) ระยะละ 3 ลูก ถ้าเป็นไปได้ควรหาเชือกมาตรึงเป็นระยะที่บอกไว้ หรือถ้าเอาง่าย ๆ ก็ปักทีลงบนกรีนตามระยะ 15, 25, 35, 45 feet  เริ่มต้นด้วยการพัตต์ 3 ลูกแรกไปที่ระยะ 45 feet โดยพัตต์ตามจังหวะธรรมชาติของตัวเองที่ได้ฝึกมา แต่ต้องมั่นใจว่าได้พัตต์ตามจังหวะเทมโปที่ตั้งไว้ เมื่อพัตต์ระยะ 45 feet แล้ว เปลี่ยนระยะไปเป็น 35, 25, 15 ตามลำดับ ส่วนใครที่ยังไม่รู้เทมโปธรรมชาติของตัวเอง กลับไปอ่านบทความก่อนหน้า