มาพัฒนาสมองของเรากันเถอะ

Reposted from January 30, 2019

ว่าด้วยเรื่องของสมอง ที่ผมได้เกริ่นไว้ในบทความที่แล้ว (บทนำของหนังสือที่ชื่อว่า PEAK)

ถ้าเราเป็นนักเพาะกายหรือคนที่ชอบเล่นเวท เพื่อให้กล้ามใหญ่ขึ้น มันเป็นเรื่องที่ไม่ยากเลยว่าไหมครับ ถ้าเราอยากจะวัดผลว่า Progress หรือผลงานของเราไปถึงไหนแล้ว ก็แค่ดูขนาดความใหญ่ของ Bicep หรือ Tricep, Abs, Glutes อื่น ๆ ในกระจกหรือหาเทปมาวัดขนาด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรถูกไหมครับ

หรืออีกตัวอย่างของการเป็นนักวิ่งหรือนักปั่นจักรยานหรือนักว่ายน้ำ เราก็สามารถวัดความอึดความฟิต (endurance) ผ่านการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคนในสมัยนี้ ที่มีนาฬิกาวัดอัตราการเต้นของหัวใจ

แต่ถ้ามันเป็นเรื่องของความสามารถที่เกี่ยวกับความคิดหรือทางด้านจิตใจ (Mental) หล่ะ ?? เช่น การฝึกตอบโจทย์แคลคูลัสที่ยาก ๆ การฝึกพูดภาษาใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยพูด หรืออะไรที่มันซับซ้อนที่ไม่ได้ใช้แค่ความแข็งแรงของร่างกายอย่างเดียว อย่างเช่นวงสวิงกอล์ฟ (ผู้เขียนเพิ่มเติม)

เราจะรู้ได้ยังไงว่าสมองในส่วนที่ควบคุมความคิดของเรานั้นได้ถูกพัฒนาขึ้นจริงหรือปล่าว… ใครจะไปรู้ถูกไหมครับ

เพราะหลังจากที่เราฝึกอย่างเข้มข้น ใช้พลังใช้สมาธิในการโฟกัสจนสมองล้า หัวของเราก็ไม่ได้ใหญ่ขึ้นเพราะเราก็ยังใส่หมวกใบเท่าเดิม ซึ่งดู ๆ แล้วก็เหมือนกับไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงในสมองของเราเลย แต่ตอนนี้ พวกเราเหล่าโฮโมเซเปียน์สในยุคศัตวรรษที่ 21 สามารถหาคำตอบได้แล้วครับ!

เค้าเหล่านั้นคือนักประสาทวิทยา (Neuroscientist) ที่ได้เริ่มศึกษาการสแกนสมองโดยใช้เทคนิค MRI (Magnetic Resonance Imaging) ในการทดลองเพื่อหาความแตกต่างในสมองระหว่างคนที่มีทักษะในเรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านการฝึกฝนผ่านด้วยวิธีการที่เรียกว่า Purposeful Practice หรือ Deliberate Practice เทียบกับคนที่ไม่ได้ฝึกอะไรจริงจังหรือคนที่มีทักษะน้อยกว่า ว่ามีความแตกต่างกันยังไง

หนึ่งในตัวอย่างงานวิจัยที่เห็นผลได้อย่างชัดเจนที่สุดก็คือ คนที่ทำอาชีพขับรถแทกซี่ในกรุงลอนดอน (London Cabbies) What!! คนขับรถแทกซี่ที่ลอนดอน มีการฝึกแบบ Deliberate Practice ด้วยหรอ แล้วคนที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับสมองทำไมเลือกไปวิจัยกับคนขับแทกซี่ ใครคิดเหมือนผมบ้าง 

เพราะว่าการขับแทกซี่ที่ลอนดอนมันไม่ง่ายอย่างที่เราคิดครับ เค้าบอกว่าอย่าได้คิดเช่ารถแล้วไปขับที่ลอนดอนเพราะระบบ GPS นั้นใช้งานกับที่นี่ไม่ได้ เพราะถนนที่ลอนดอนมีทั้งโค้งสลับไปมา มีทางตัน วงเวียน ทางวันเวย์ และมีเวลาเฉพาะในการกำหนดทางวิ่งรถในแต่ละถนนด้วยและอื่น ๆ

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นในระยะรัศมี 6 ไมล์ มีถนนอยู่ประมาณ 2500 ถนน!! พอเห็นภาพนะครับ มันก็คงจะยากจริง ๆ แหละ เพราะฉะนั้นคนที่จะเป็นแทกซี่จึงต้องผ่านการทดสอบหลากหลายด่านมาก กว่าจะได้ใบอนุญาตขับรถ ยากจนถึงขนาดที่มีคนบอกว่า การสอบใบอนุญาตขับรถแทกซี่ที่ลอนดอนนั้นยากที่สุดในโลก (อยากลองให้พี่ ๆ แทกซี่บ้านเราลองไปสอบดูบ้างจัง)

และนั่นคือสาเหตุที่ Eleanor Maguire นักประสาทวิทยาประจำมหาวิทยาลัยลอนดอน (University College London) ได้ทำการทดลองและวิจัยเพื่อเปรียบเทียบสมองของคนขับรถแทกซี่และรสบัสเพราะคิดว่าน่าจะเห็นความแตกต่าง โดยธรรมชาติคนขับรถบัสประจำทางจะไม่ได้เจอเหตุการณ์ที่ยากเหมือนกับคนขับรถแทกซี่ เพราะมีเส้นทางในการวิ่งที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าต้องวิ่งจากต้นทางไปปลายทางเป็นเส้นทางเดิม ๆ แบบนี้ทุกวัน ซึ่งต่างจากการขับแทกซี่ที่สามารถเลือกขับได้หลายเส้นทางและต้องคิดหาเส้นทางที่ใช้เวลาน้อยที่สุดด้วย

เพราะฉะนั้นคนขับรถแทกซี่ที่ลอนดอนจะต้องฝึกคิดหาเส้นทางใหม่ ๆ ตลอดเวลา และต้องฝึกจำเส้นทางที่ซับซ้อนให้ได้ และนี่ก็คือพฤติกรรมของคนขับแทกซี่ที่ลอนดอนครับ เค้ามีการพัฒนาเก็บข้อมูลการวิ่งรถและมีการท้าทายเพื่อนที่ขับรถแทกซี่ด้วยกันตลอดเวลาเพื่อหาเส้นทางที่เร็วที่สุด ทำแบบนี้กันเป็นประจำ (ฟังดูแล้วอาชีพนี้ก็ดูท้าทายและน่าสนุกดีนะครับ) พูดง่าย ๆ ก็คือสิ่งที่คนขับแทกซี่ในลอนดอนได้ทำกันเป็นประจำมันก็คือการฝึกแบบ Deliberate Practice หรือการฝึกแบบเข้มข้น

มาถึงตรงนี้แล้วเพื่อน ๆ คงอยากรู้แล้วใช่ไหมครับ ว่าการสแกนสมองของคนขับรถแทกซี่กับคนขับรถบัสต่างกันหรือไม่ คำตอบคือ คนขับแทกซี่มีสมองในส่วนที่เรียกว่า Hippocampus (ใช้สำหรับการพัฒนาความจำ) มีขนาดใหญ่กว่าอย่างเห็นได้ชัดในทุก ๆ คนที่เข้ามาร่วมทำงานวิจัย และยังไม่พอ เหมือนทีมงานวิจัยยังไม่พอใจ เลยมีการวิจัยแบบละเอียดอีกครั้งเพื่อตัดปัญหาว่าคนขับรถบัสที่ลอนดอนอาจจะมีสมองในส่วนของ Hippocampus เล็กกว่าคนขับแทกซี่ตั้งแต่แรกก็ได้

เค้าเลยเริ่มทำวิจัยใหม่โดยทำการสแกนสมองของผู้ที่มาทำการสอบใบอนุญาตขับรถแทกซี่ทั้งก่อนและหลังการสอบ ซึ่งผลที่ออกมาก็คือคนที่สอบผ่านและได้ขับรถรถแทกซี่มาระยะนึงนั้นมีสมองในส่วน Hippocampus ขนาดใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงก่อนสอบและเทียบกับคนที่สอบไม่ผ่าน

แล้วเรื่องนี้มันบอกอะไรเรา เราจะเอาเรื่องนี้ไปพัฒนาต่อยังไง และสำหรับพวกเราเหล่านักกอล์ฟจะเอาเรื่องนี้ไปพัฒนาในรูปแบบไหน รอติดตามในโพสหน้านะครับ ขอเวลาสรุปมูลอีกแปบ รับรองว่าได้ประโยชน์แน่นอน และเราจะพูดถึงเรื่องสมองและ Deliberate Practice กันบ่อย ๆ หรืออาจจะพูดเรื่องนี้กันทั้งปี

ฝากเพื่อน ๆ ช่วยติดตามด้วยนะครับ

หากชื่นชอบบทความแนวนี้ ฝากชอบฝากแชร์ฝากแนะนำเพื่อนนักกอล์ฟท่านอื่นหรือแสดงความคิดเห็นได้ครับ ทุก ๆ ไลค์ แชร์ คอมเมนท์ มีความหมายกับผู้เขียนและพวกเรามากครับ

และสำหรับใครที่ไม่ชอบอ่านยาว ๆ รอฟังผ่านพอดแคสได้เลยครับ ตอนนี้ทำพอดแคสเสร็จไป 2 ตอนแล้ว

✍️PD_C2P_Golf

Leave Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *