Break Out of Your Comfort Zone

Reposted from February 18, 2019

ออกจาก Comfort Zone คำพูดที่ได้ยินบ่อย ๆ จนเบื่อ… แล้วทำไมต้องออกจาก Comfort Zone ด้วยหละ ไม่ออกจาก Comfort Zone ได้ไหม??

ก่อนที่เราจะไปหาคำตอบกัน เราควรต้องปูพื้นฐานคำศัพท์ที่ต้องรู้จักกันก่อน คำศัพท์นี้ผมว่ามันดูเท่ห์ ดูวิทยาศาสตร์ดี ผมได้มาจากหนังสือเล่มเดิมครับ Peak (อีกแล้วเล่มนี้)

คำนั้นคือ Homeostasis อ่านว่า โฮมิโอสเตสิส

จากบทความที่แล้ว เราพูดถึง Myelin บทความนี้ Homeostasis ผมว่าเราเริ่มจะมาแนววิทยาศาสตร์กันเต็มตัวแล้ว Homeostasis ความหมายของมันคือ สภาวะสมดุล หรือ ภาวะธำรงดุลอันนี้ยิ่งฟังดูยากไปอีก

เอาเป็นว่าเราใช้คำว่า สภาวะสมดุล น่าจะดูดีกว่า อย่างที่บอกครับ Homeostasis คือสภาวะสมดุล 

ตอนที่เพื่อน ๆ กำลังอ่านบทความอยู่ตอนนี้ก็คือสภาวะที่เรียกว่า Homeostasis เช่นกัน ทำไมหละ ก็เพราะร่างกายของเราอยู่ในโหมดสภาวะปกติ อุณหภูมิร่างกายเราคงที่ หัวใจก็เต้นด้วยจังหวะคงที่ ความดันโลหิตก็คงที่ หรือแม้แต่ระดับน้ำตาลในเลือดของเราก็คงที่ (blood glucose)

ถึงแม้ว่าเราพึ่งจะเดินขึ้นบันไดมาหลายขั้นจนเหนื่อยหอบ หัวใจเต้นเร็ว แต่รอให้หายเหนื่อยสักพัก ร่างกายเราก็จะปรับเข้าสู่ภาวะปกติ หรือที่เรียกว่า Homeostasis นั่นแหละคับ เพราะหน้าที่หลักของร่างกายเราคือการรักษาให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้ตามปกติหรือจะเรียกว่าทำให้สมดุลตลอดเวลาก็ว่าได้… เห็นไหมครับว่าร่างกายของเรา มันชอบให้ทุกอย่างคงที่ สม่ำเสมอ

ผมว่าไม่แปลกเลย ที่การออกจาก Comfort Zone นั้นเป็นเรื่องยาก และมันต้องใช้ความตั้งใจมากพอสมควรถึงจะออกจาก Comfort Zone ได้ เหตุผลที่มันยากก็เพราะมันขัดกับธรรมชาติในตัวของเราที่พยายามจะรักษาทุกอย่างให้คงที่ แต่นั้นคือหลุมพลางของการพัฒนาครับ

ร่างกายของเราจะพัฒนาได้ก็ต่อเมื่อ มันถูกกระตุ้นหรือถูกฝึกในระยะเวลาที่นานพอหรือเรียกว่าการออกจาก Comfort Zone นั่นแหละครับ การทำอะไรใหม่ ๆ ที่ทำให้เกินขีดจำกัดของตัวเอง (Pushing out of comfort zone) ไปทีละนิดจะช่วยให้ร่างกายของเราเกิดการปรับตัวเองใหม่ เช่น กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น หลอดเลือดฝอยเพิ่มขึ้น กระดูกแข็งแรงขึ้น เป็นต้น

นอกจากร่างกายที่ปรับตัวใหม่แล้ว สมองของเราเองก็จะมีการ rewire ตัวเองใหม่ หรือหาเส้นทางใหม่ ๆ ในสมอง เพื่อที่จะทำให้เราเก่งขึ้น พัฒนาขึ้นด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพครับ (จริง ๆ ตัวอย่างในหนังสือมีเยอะมากครับ ทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสมองและร่างกาย แต่บทความนี้เอาเรื่องวิ่งที่เกี่ยวกับร่างกายก็แล้วกัน)

ผมว่าทุกคนคงเคยมีประสบการณ์มาบ้าง (ตัวอย่างเรื่องของสมองเราพูดถึงมาหลายครั้งแล้ว) สมมติว่าเราวิ่ง Jogging 3 ครั้งต่ออาทิตย์ แล้วรักษาระดับการเต้นของหัวใจที่ 70% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด ซึ่งเต้นประมาณ 140 bpm (Younger adults) ในขณะที่วิ่งไปเรื่อย ๆ ระดับของออกซิเจนในหลอดเลือดฝอยจะเริ่มต่ำลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งหลอดเลือดฝอยนี่แหละเป็นตัวนำออกซิเจนไปเลี้ยงที่กล้ามเนื้อขา พอระดับออกซิเจนในหลอดเลือดฝอยเริ่มต่ำลง เราก็จะเริ่มเหนื่อยมากขึ้น ทำให้หัวใจของเราต้องเต้นเร็วมากขึ้นเพื่อส่งออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อขาให้พอ

แต่ถ้าเราฝึกวิ่งไปเรื่อย ๆ ร่างกายของเรามันจะปรับตัวครับ มันจะปรับตัวโดยเพิ่มจำนวนหลอดเลือดฝอยในกล้ามเนื้อให้เองเลย เพื่อที่มันจะสามารถส่งออกซิเจนไปที่กล้ามเนื้อขาได้ง่ายขึ้นโดยที่หัวใจของเราไม่จำเป็นต้องเต้นให้เร็วขึ้นเพื่อส่งออกซิเจนเหมือนเมื่อก่อน และนั่นก็หมายถึงว่า ร่างกายของเรามีการปรับตัว ซึ่งทำให้เราสามารถวิ่งได้นานขึ้นเพราะร่างกายของเราได้สร้างสภาวะสมดุลใหม่โดยทำการเพิ่มหลอดเลือดฝอยเพื่อทำให้เราวิ่งได้ดีขึ้นนั่นเอง

เห็นไหมครับว่าถ้าเราฝึกให้หนักมากพอและนานพอ ร่างกายของเราจะสร้างสภาวะสมดุลใหม่ แต่ถ้าเราฝึกหนักเกินไป ออกจาก Comfort zone มากไป ความเสี่ยงที่จะบาดเจ็บจากการฝึกซ้อมก็มีมากถึงขั้นที่ต้องหยุดพักไปยาว ๆ และนั่นก็ยิ่งทำให้การกลับมาทำผลงานที่เราคาดหวังไว้ยากขึ้นกว่าเดิม

สุดท้ายขอฝาก Quote เท่ ๆ จากหนังสือ Train your brain for success “No growth can occur in the comfort zone, The only place you can grow is outside your comfort zone”

ตราบใดที่เรายังคงฝึกออกจาก Comfort Zone ไปเรื่อย ๆ ผมเชื่อว่าเราจะไม่หยุดพัฒนา…

✍️PD_C2P_Golf

Leave Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *